One night only ...in Paris

posted on 17 Jun 2009 15:51 by guayjub  in Guayjub

สืบเนื่องจากทางมหาลัยที่เมืองบอร์กโด ประเทศฝรั่งเศสขอตัวแม่เราไปทำงานด้วยเป็นเวลา 1 เดือน ลูกๆของแม่คือเรากับพี่เลยได้โอกาสเนียนๆไปด้วย 2 อาทิตย์ (ค่าใช้จ่ายของแม่ส่วนใหญ่มหาลัยออกให้ ส่วนของเราเนี่ยจ่ายกันหัวบาน) เราวางแผนกันว่าคืนแรกสุดจะไปเที่ยวที่ปารีส เดินดูไฮไลท์ดังๆให้หมด ส่วนอีกเกือบสองอาทิตย์นั่นแหละคือการใช้ชีวิตในเมืองบอร์โด ที่เราเขียนอาจจะไม่สนุกอะไรมากนะ ส่วนใหญ่เล่าชีวิตใน 1 วันนั่นแหละ ไม่ได้เร้าใจอะไร อยากรู้ว่าสนุกแค่ไหนก็ต้องมาเอง อิอิ (พูดง่ายเนอะ = =)

*คำเตือน: เอนทรี่นี้อาจจะเขียนผิดๆถูกๆบ้างเกี่ยวกับชื่อสถานที่ หรือข้อมูลต่างๆ ต้องขออภัยอย่างสูงนะเออ

 

>> PART 1 : แล้วเจอกันนะปารีส

5 มิถุนา 2552 06.15 AM เริ่มต้นวันแบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตื่นเช้ามาเจ็บคอมาก มีน้ำมูกด้วย พอจะเดาได้ว่าอาการหวัดอนาถๆมันจะตามมา ปกติไม่ค่อยเจ็บป่วยนะเนี่ย ตากฝนนอนดึกยังไงไม่ป่วย ไหงพอจะเดินทางมันเกิดไม่สบายขึ้นมาละว๊า

07.45 AM ตอนเช้าไปรร.ตามปกติ เหมือนชีวิตไม่มีอะไรพิสดาร คำถามแรกที่เจอจากเพื่อนๆคือ “อ้าว ไมแกไม่ไป(ซะ)ทีวะ” อ้าวไอ่เพื่อนเวร - -‘’ มาไล่กุทำไมเนี่ย ที่มาเพราะอารมณ์เด็กเรียนเข้าสิงนะเนี่ย แต่เอาเข้าจริงตลอดช่วงเช้านี้โคดไม่คุ้มเลย คาบแรกฟิสิกส์ก็ไม่ได้เรียน คาบสองเรียนพละ มวยไทยสนุกมาก(ข้ามละกัน อิอิ) คาบสามชีวะก็เรียนไม่รู้เรื่องเพราะไข้เริ่มขึ้น รู้งี้นอนพักอยู่กับบ้านดีกว่าเนอะ T T

11.15 AM แม่มารับกลับบ้านตอนเที่ยง แอบฮาตอนเดินออกจากรร. เพื่อนแต่ละคนเดินเข้ามากอด เหมือนชั้นจะไปเป็นเดือนเป็นปี 55 (แต่มันจะดีกว่านี้นะถ้าไม่ขอของฝาก = =^^)

12.25 PM ลิมูซีนมารับที่บ้าน ตรงไปสนามบิน บินจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพ พอถึงกรุงเทพก็ไปจัดการธุระ คือไปรับรองเท้าที่สั่งทำของพี่ แล้วก็ไปรับบัตรนักศึกษานานาชาติ เวลาเหลือเยอะมากกกกก เพราะเครื่องไปฝรั่งเศสขึ้นตอนเที่ยงคืน เลยมีเวลาไปนั่งกินอะไรที่ ZEN แล้วก็ดูนิทรรศการอะไรแถวนั้น แต่น่าอดสูตรงที่ไข้ขึ้นอย่างแรง ทนไม่ไหวจนต้องซัดพาราไป 1 เม็ด ยิ่งเดินในกรุงเทพยิ่งเหนื่อย อะไรไม่รู้มากเรื่อง = =

11.00 PM กลับไปที่สุวรรณภูมิ ตรงไปเช็คอิน แล้วก็เดินๆๆ ตอนนั้นขาเริ่มลากแล้วเพราะเดินมาก เหนื่อยจริงๆ ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเพลียแบบจะเป็นลม แอบกลัวจริงๆนะเนี่ยว่าสนามบินที่นู่นจะมีกักตัวบ้างมั้ย

11.25 PM นั่งรอขึ้นเครื่อง หนาวจนมือชา ปากสั่น ไม่รู้เพราะสนามบินมันหนาวรึว่าไข้มันปริ๊ดๆ T T

12.35 PM เครื่องขึ้นซะที เพลียมากจริงๆ นั่งปุ๊บหลับทันที 11 ชั่วโมงบนเครื่องโคดจะน่าเบื่อ แค่จากกรุงเทพ-ปักกิ่ง 5 ชั่วโมงก็รากงอกแล้ว กรณีนี้เลยได้แต่นอนและนอนเยอะจนเบลอจัด พูดกับแม่กับพี่ไม่รู้เรื่อง แต่ก็ดีอย่างคือได้พักซะที ไข้ลดไปเยอะเลยแหละ (ต่อจากนี้ไปปรับเป็นเวลาท้องถิ่นของปารีสละนะ)

 

>> PART 2 : เจอกันแล้วนะปารีส

เครื่องเริ่มลดระดับลงสนามบิน Charles De Gaulle ตอน 06.55 AM ใจเต้นตึ๊กตั๊กตอนเครื่องบินฝ่ากลุ่มเมฆทึบจนเห็นตัวเมืองรางๆ ปารีสมีสีเขียวของป่ามากกว่าที่คิด และในที่สุด…หลังจากที่เคยพูดเล่นๆฮาๆกับเพื่อนตอนเด็กๆว่าจะไปลัลล้าที่ปารีสบ้างอะไรบ้าง ใครจะไปคิดว่าจะได้มาเหยียบที่นี่จริงๆ!

ปารีสวันที่ 6 มิถุนายนฝนตกปรอยๆ บรรยากาศตอนเช้า เหงาๆ เนือยๆ ดูอึมครึมเล็กน้อย สนามบินที่นี่ดูอบอุ่น (แต่จริงๆแล้วใหญ่มากๆ) คนละแนวกับสุวรรณภูมิเลย หลังจากเดินวนหาทางออกอย่างงงๆอยู่พักนึง ก็ออกมายืนกระพริบตาปริบๆอยู่ข้างนอกจนได้ บอกนิดนึงว่าตอนประตูสนามบินเปิดก็เกิดอาการค้างเล็กน้อย แม่เคยบอกว่าเข้าใกล้ฤดูร้อนของเค้าแล้ว เหอะๆ พระเจ้าช่วย อากาศเย็นซะยิ่งกว่าฤดูหนาวประเทศไทยซะอีก

เราขึ้นแท็กซี่จากสนามบินไปที่โรงแรม แอบคิดจริงๆว่าแท็กซี่บ้านเมืองนี้มันดูมีสกุลรุนชาติมากมาย ในรถมีแผนที่แบบจิ้มๆได้อ่ะ(มันเรียกว่าไรวะเนี่ย บ้านนอกจริงกรู) โรงแรมที่จะไปพักอยู่ที่ Centre of Paris เลย ใกล้ๆกับลูฟร์ ราคาถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3,000-4,000 บาท/คืน สำหรับคนที่ไม่เคยโผล่หัวจากประเทศไทย ถ้าเห็นโรงแรมที่นี่คงจะอึ้งแหละ โรงแรมจิ้งหรีดบ้านเราที่บ่นๆว่าไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ถึงกับแหล่มไปเลย โรงแรม Hotel De Ville แอบอยู่เงียบๆเล็กๆมีแค่ป้ายโฮเต็ลโผล่มากระจิดริด เข้าไปแล้วไม่ใช่ล็อบบี้เลยนะ ต้องขึ้นบันไดวนแคบๆ(ร้องเอี๊ยดอ๊าดด้วย) พนักงานที่นี่ก็น่าจะเป็นเจ้าของนั่นแหละ พูดอะไรรัวๆใส่เราจะยกใหญ่ ซึ้งกับภาษาอังกฤษสำเนียงคนที่นี่เค้าเลย

ต่อเกี่ยวกับโรงแรม มีทั้งหมด 5 ชั้นและมีคนเต็มทุกห้อง ตอนแรกนึกว่าแม่เรามักน้อย ประหยัดเงินเลยเข้าโรงแรมเล็กๆแบบนี้ แต่แถวนี้เป็นประมาณนี้ซะเยอะ (หรูๆดีๆก็มี แต่อย่าเฉียดเข้าไปเล้ยยย) ห้องพักที่นี่ไม่มีห้องส้วมในตัว คือมีห้องน้ำนั่นแหละ แต่มีเฉพาะอ่างล้างหน้ากับฝักบัว ส้วมใช้รวมกันด้านล่าง ถ้าให้เดาก็คงเพราะเค้าคงอยากประหยัดค่าแรงมั้ง เชื่อเค้าเลย

เราเอาของไปฝากที่โรงแรม ตอนนั้นห้องพักยังไม่ว่าง จนถึงตอนบ่ายโมง เลยต้องออกไปเที่ยวฆ่าเวลาก่อน

ปารีสไม่ได้วุ่นวายอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ ยิ่งเราอยู่บริเวณ Centre of Paris เรายิ่งนึกว่าจะคล้ายๆกรุงเทพ แต่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปารีสตอนสายเงียบเหงา ฝนยังคงตกปรอยๆ ท้องฟ้าเป็นสีเทา อากาศเย็นแต่สดชื่นดีมาก อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส คนน้อยมากจนเหมือนร้าง เราออกเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องถนนตรอกซอยเท่าไหร่ หลงทิศ จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่มีแม่กับพี่ช่วยนี่แหละ 55

เดินออกไปไกลพอสมควรก็ถึงจุดหมายปลายทางแรกแบบงงๆ คือพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ตัวอาคารจะใหญ่โตสวยงามเตะตามาก เห็นมาแต่ไกล (ไม่อยากใช้คำว่าอาคารเลย เพราะมันอลังการอย่างแรง) เดินผ่านเข้าไปในประตูก็จะเป็นลานโล่งกว้างมากกกก ล้อมรอบด้วยตึกทั้ง 4 ด้าน สวยและใหญ่โตที่สุด ที่นี่ตอนนี้คนไม่พลุกพล่านมาก แต่ก็มีมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย

เดินต่อเข้าไปก็จะเห็นพีระมิดแก้ว ดีใจจนจนอยากจะกริ๊ด สารภาพว่าที่มาลูฟร์เพราะอยากมาเห็นพีระมิดนี่มากที่สุดเลย ฝันๆไว้ตั้งแต่อ่าน The Davinci code การได้มาเห็นของจริงเนี่ยเป็นประสบการณ์ที่ดีม๊ากมาก

ถ่ายรูปด้านนอกซักพักก็เข้าไปต่อแถวลงไปในตัวพิพิธภัณฑ์ ลงไปเท่านั้นแหละ คนเยอะมากกกก หลายเชื้อชาติ หลายภาษาจนตีกันมั่ว ลูฟร์มี 4 ส่วน เราเข้าไปดูตรงส่วน Denon ก่อนเพราะ(แม่ลากไป)มีโมนาลิซากะวีนัส ที่นี่ถ้าอายุต่ำกว่า 18 ก็เข้าฟรีเลย อายุมากกว่านั้นก็จ่าย 9 ยูโร แต่ก็นะแค่ส่วนเดียวก็ดูไม่หมด ใหญ่มาก มีอะไรเยอะมาก แค่ดูผ่านๆก็ไม่ไหวแล้ว จริงๆก็อยากนั่งแช่ดูไปเรื่อยๆ เพราะอยู่ตรงนั้นอารมณ์ติสมันกำเริบหนัก 55

ภาพวาดเยอะจริงๆ แต่ที่คนเยอะที่สุด เด่นดังที่สุดก็หนีไม่พ้น MONNALISA (อ่ะแน่นอน) เราก็อยากถ่ายรูปไปอวดเพื่อนเหมือนกันนะ แต่ติดตรงความเตี้ย ถ่ายรูปมาได้แต่แต่ติดหูคนข้างหน้ามาอย่างน่ากลัว ต่อจากนั้นก็ลงไปดูงานปั้น งานประติมากรรมไปเรื่อยๆตามยถากรรม แอบเดินอ้อยอิ่งเล็กน้อย เพราะด้านในมันอุ่นดี ออกไปข้างนอกแล้วเย็นสะท้าน

เราเดินออกจากลูฟร์อีกสองสามชั่วโมงถัดมา ตอนนั้นประมาณเกือบเที่ยงละ เดินลัดเลาะไปตามถนน มันจะมีร้านขายของที่ระลึก ขายเสื้อ I LOVE PARIS แบบเรียงกันเป็นตับ เดินๆๆไปเรื่อยๆจนปิ๊งเข้ากับร้าน Mcdonal สรุปคือมาจบมื้อแรกในปารีสที่ร้านนี้แหละ 555 สั่ง 1 บิ๊กแมค 1 เฟรนช์ฟราย 1 โค้ก และ 1 กาแฟร้อน หมดไปประมาณ 7 ยูโร (เช็ดเหงื่อ)

เอ้อ ขอบอกนิดนึงว่าช่วงที่เราไปรู้สึกว่าจะเป็นช่วงแข่งขันอะไรซักอย่างของที่นั่น จะมีพวกแฟนคลับออกมาปรากฏตัวด้วยแหละ ถ้าเดินๆไปตามถนนจะเห็นกลุ่มคนเหลือง-แดง ทั้งป้ายหน้า ใส่เสื้อ ใส่ถุงเท้า ถือธงสีเหลือง-แดงหมด เห็นครั้งแรกแล้วโคดงงเลย เดินเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วจะเป่าแตรโบกธงเกือบตลอดทาง ซักพักนึงก็จะตะโกน อู้…อ้า…โอ้ว…อู้ว (ได้ยินอย่างงี้จริงนะ - -) แล้วก็พูดอะไรเป็นภาษาฝรั่งเศสอ่ะ ตอนแรกจะสงสัยว่านี่เป็นสถานการณ์ปกติของที่นี่รึเปล่า แต่รู้สึกว่าคนที่นี่จะแอบเหลือบมองอยู่เหมือนกัน

Centre of Paris ตอนเที่ยงๆมีผู้คนคึกคักผิดกับตอนเช้าโดยสิ้นเชิง เป็นอันว่ายืนยันทฤษฎีชาวปารีเซียนนอนดึกตื่นสายได้เป็นอย่างดี ภาพคนเดินกันขวักไขว่เริ่มเหมือนกับที่เราเคยนึกวาดไว้ เพียงแต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกวุ่นวายอลหม่าน (แอบมีสับสนบ้างแหละ) อยากจะลองนั่งอยู่กับที่ซักวันนึง มองคนที่เดินผ่านไปมา ดูว่าเค้าทำอะไร ไปไหน อะไร ยังไง เราคงจะเห็นอะไรที่ไม่มีในเมืองไทยเยอะจนจำไม่ไหว

พอถึงโรงแรมเราก็จัดการนอนทันที อันที่จริงกะจะงีบสั้นๆระหว่างรอพี่อาบน้ำ แต่กลายเป็นว่าหลับยาวและลึกไป 2 ชั่วโมง (ถ้าแม่ไม่ปลุกคงจะอีกยาวโน่นแหละ) ห้องที่นี่เล็กนะ เวลาจะเดินเหมือนต้องย่องเพราะพื้นส่งเสียงอย่างน่ากลัว - -^^

โอเค จุดหม่ายต่อไปที่จะตะลุยกันคือหอไอเฟล วิธีเดินทางไปที่นั่นคือขึ้น Metro

Metro คือรถไฟฟ้าใต้ดิน (ขึ้นมาบนดินแค่บางช่วงสั้นๆ) ความอลังการวิเศษวิโสของมันคือ เส้นทางที่รถวิ่งนั้นครอบคลุมทั่วเมืองจริงๆ ถึงไม่รู้จักทางแต่ถ้าลองเดินมั่วๆไปเดี๋ยวก็จะเจอป้าย Metro แน่นอน ถ้าดูแผนที่เส้นทางมันจะงงๆหน่อย หลายสายหลายเส้นหลายสี แต่จริงๆแล้วไม่ยากเลย แค่ให้ชัวร์จริงๆว่าจะไปไหน ส่วนไหนของปารีส แล้วก็ดูว่าต้องต่อสายไหนบ้าง วิธีซื้อตั๋วมีทั้งแบบเครื่อง (หยอดเหรียญ) และซื้อกับพนักงานช่องขายตั๋ว เวลาซื้อแบบหลังก็บอกพนักงานไปว่าจุดหมายปลายทางเราจะไปลงที่สถานีอะไรเท่านั้นพอ ไม่ต้องชี้แจงละเอียดเว่อร์ว่าจะไปต่อสายนู้นสายนี้ เพราะตั๋วที่ซื้อมาเนี่ยจะขึ้นลงต่อไหนไปไหนก็ได้ตราบใดที่ไม่ไปเกินจุดหมายปลายทางของเรา (ไม่งั้นตอนออกจะออกไม่ได้นะจ้ะ) อ้อ ลืมบอกอย่าง ตั๋วเมโทรจะเป็นแบบกระดาษแข็งเล็กๆ (จะพูดไงดีล่ะ ไม่แข็งมากและไม่อ่อนเหมือน A4) ใช้เสร็จแล้วก็เก็บได้ไม่ต้องคืน หรือจะทิ้งก็ตามใจ

เราขึ้นเมโทรไปลงที่สถานีใกล้ๆหอ เดินต่อไปซักพักก็จะเริ่มเห็นอะไรวับๆแวมๆ ระหว่างทางเจอพวกบ้ากีฬาเยอะมากกกกกก (พวกใส่เสื้อเหลือง-แดงไง) ลืมบอกไปว่านอกจากกลุ่มเหลือง-แดงแล้วยังมีอีกกลุ่มนึง คือ เหลือง-น้ำเงินแต่คนน้อยกว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์จะกลัวและทึ่งมาก เอาเป็นว่าหลังจากพยาย๊ามพยายามฝ่าพวกนี้ไป ในที่สุดก็ได้มาเหยียบหอไอเฟลแล้วจ้า

ความรู้สึกที่เห็นครั้งแรกเนี่ยมันว๊าวจริงๆ ของจริงมันใหญ่โตอลังการมาก เรายืนอยู่ที่ส่วนตีนหอ เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กกระจิดริดที่ดูด้อยไปทันที แล้วคนก็เยอะมาก คลื่นฝูงชนเห็นไปไกลสุดลูกหูลูกตา เราถ่ายรูปบริเวณใกล้ๆตรงนั้นซักพัก แล้วก็เดินข้ามถนนไปที่ตึกใหญ่ๆอีกฟากนึง ซึ่งคนไปกองตรงนั้นเยอะมาก เพราะมองเห็นหอไอเฟลและบริเวณรอบข้างอย่างชัด เราก็บ้าจี้ไปถ่ายด้วย หุหุ 

สิ่งนึงที่ทำเราอมยิ้มได้ คือตอนที่คนเสื้อเหลือง-แดงเจอกับอีกพวกคือเหลือง-น้ำเงิน ตอนแรกตะโกนใส่กันอย่างน่ากลัว แถมทำท่าจะมีเรื่อง เราเห็นก็ชักหวาดๆเพราะไม่ค่อยไว้ใจพวกบ้ากีฬาขนาดหนักแบบนี้ กลัวจะชกต่อยกัน แต่เอาเข้าจริงเค้าแค่หยอกกันเฉยๆ ตะโกนแกล้งกันไปงั้น ซักพักนึงก็วิ่งไล่แล้วก็คุยกันหนุกๆ ตอนเดินไปตามถนน กลุ่มคนด้านหน้าเรามาเป็นครอบครัวเลย พอเจอคนอีกสีนึงก็ทักทายกันอีก เออ ดูเขาแล้วย้อนมองบ้านตัวเอง = = ถึงจะอยู่คนละสีคนละพวกก็ไม่จำเป็นต้องตีกันเสมอไป (พวกที่ตีกันก็น่าจะมี เพียงแต่ไม่เห็น)

รู้สึกพูดเรื่องพวกบ้ากีฬามากไปละ - -‘’ เอาเป็นว่าเสร็จอย่างชื่นชมหอไอเฟล เราก็ย่ำเดินตะลอนๆกะนั่งเมโทรไปประตูชัยชองเซลิเซ่ อากาศเย็นยังไงก็เย็นอย่างนั้นตลอด เพราะงั้นเดินให้ขาขวิดยังไงเหงื่อก็ไม่ออก ไม่เหนื่อยเลยด้วย (เมื่อยแต่ขานั่นแหละ) เราเดินต่อไปตามถนนจากประตูชัย ร้านรวงเรียงเต็มไปหมด แถวนี้เค้าขายของแบรนด์เนมนะ มีสกุลรุนชาติอย่างแรงชนิดที่ได้แต่เหลือบอ่ะ = = ฮ่วย แล้วก็มีคนพลุกพล่านมากๆ คนส่วนใหญ่แต่งตัวกันดีๆ ไฮโซๆ (กระซิบนิดนึง ผู้หญิงที่เดินหน้าเราใส่ส้นสูงปริ๊ดกับกระโปรงผ่าสูง แม่เจ้าโว้ย หนาวก็หนาว ถนนที่นี่ก็เป็นหิน เดินไปได้ไงค๊า นับถือ) ทั้งหมดมันมีแต่เดินอย่างเดียว พอหนำใจแล้วก็จัดการต่อเมโทรไปย่านมงมาตร์

ขอเตือนอะไรไว้อย่างคือ ทางออกของเมโทรที่มงมาตร์โคดจะทรหด มันเป็นบันไดวน ย้ำว่าวน เพราะวนไปเรื่อยๆเหมือนไม่จบไม่สิ้นจริงๆ กว่าจะเดินขึ้นมาถึงบนดินได้ก็ขาลาก เท่านั้นยังไม่พอ ทางขึ้นไปจุดชมวิว (ที่เห็นเมืองปารีสทั้งเมือง) ยังเป็นบันได…และยาวมากเลยด้วย ไม่อยากจะบอกนะว่าตอนนั้นแฮปปี้แค่ไหน -*- สุดท้ายก็ขึ้นรถรางมันซะเลย

ตอนนั้นประมาณเกือบสองทุ่มแล้ว แต่ท้องฟ้ายังสว่างจ้าเหมือนตอนกลางวัน เราอยู่ที่มงมาตร์ไม่นานก็เดินตามๆคนอื่นออกไปทางถนน สองข้างทางมีพวกร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด ตอนนั้นปวดเมื่อยขาจริงๆนะ มันสุดยอดและท้าทายมากที่ตะลุยไฮไลท์ดังๆของปารีสภายใน 1 วัน เราไปมาครบทั้งลูฟร์ หอไอเฟล ประตูชัยชองเชลิเซ่ แล้วก็มงมาตร์ ยังไม่รวมซอกซอนที่ไปตามถนนอีกนับไม่ถ้วน

ปัญหาที่ค่อนข้างหนักใจเวลาอยู่ที่นี่ คือ เรื่องอาหาร ถึงอาหารฝรั่งเศสจะขึ้นชื่อลือชายังไง แต่พอนึกถึงแกงส้มร้อนๆ ผัดเผ็ดรสจัดๆก็อดน้ำลายสอไม่ได้ เดินไปเดินมาก็คิดถึงอาหารข้างทางเมืองไทยอีก หิวเมื่อไหร่ก็แวะกินที่ไหนก็ได้ มีทั่วบ้านทั่วเมือง แต่คนฝรั่งเศสไม่ชอบวัฒนธรรมอย่างนั้นเลยนะ (เพื่อนแม่เราคนนึงแหละที่รับไม่ได้ 555+) เราผ่านภัตตคารหลายแห่งเลยนะแต่พอเห็นราคาแล้วต้องกลืนน้ำลาย T T เลยจำเป็นต้องหิ้วท้อง (กลวงๆ) ขึ้นเมโทรครั้งสุดท้ายแล้วเดินต่อไปจนถึงโรงแรม มื้อเย็นของเราสยบลงที่ร้านเล็กๆที่อยู่ข้างโรงแรม ของที่ขายก็หน้าตาคล้ายฮ็อทด็อก แต่ใหญ่กว่า แล้วไส้จะหน้าตาแปลกๆ แล้วก็มีพิซซาแผ่นเล็กๆบางๆ ซื้อสองอย่างนี้แหละ หมดไปอีก 6 ยูโร กัดคำแรกแล้วน้ำตาแทบร่วง ทำไมจืดได้อีกอย่างนี้ แถมยังแห้งเหมือนเคี้ยวกระดาษหนาๆ เลยต้องขอซอสมะเขือเทศราดลงไป สรุปคือเป็นอีกมื้อที่ไม่มีผักนะเอย

จากที่อรัมภบทมาแล้วว่าโรงแรมกันดารอย่างนู้นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้รู้สึกลำบากลำบนซักเท่าไหร่ ถ้าอยู่ตรง ณ เวลานั้น แค่มีเตียงอุ่นๆกับที่ให้ซุกหัวนอนเนี่ยก็ดีเยี่ยมที่สุดแล้วสำหรับเรา

 

>> PART 3 : แล้วเจอกัน(อีก)นะปารีส

วันนี้ตื่นมาเช้ามาก 6 โมง (อย่างน้อยก็เช้าสำหรับคนที่นี่) แต่แอบขี้เกียจเลยนอนลืมตาคิดอะไรไปจนถึง 9 โมง เมื่อคืนหลับประมาณเที่ยงคืน พยายามนั่งเคาท์ดาวน์ว่าท้องฟ้าจะมืดเมื่อไหร่ 3 ทุ่มแล้วก็ยังสว่าง ขนาด 4 ทุ่มแล้วบรรยากาศก็ยังเหมือนตอน 6 โมงเย็นบ้านเราเลย เรานอนไม่เยอะมาก แต่เพราะหลับลึกสนิทจริงๆเลยรู้สึกกระปรี้กระเปร่า กว่าพวกเราจะตื่น จะอาบน้ำเสร็จ จัดของอีกก็ปาเข้าไป 10 โมง แผนที่วางไว้จะไปเที่ยวนอร์เทรอดามเป็นอันยุบยวบยาบ เลยเช็คเอาท์ ลากกระเป๋าออกไปเรียกแท็กซี่ที่ถนน

ปารีสวันที่ 7 มิถุนามีแดดอุ่นๆตั้งแต่ตอนเช้า ท้องฟ้าเห็นเป็นสีฟ้าบ้างแล้ว และไม่ค่อยมีผู้คนเหมือนกับตอนที่เรามาถึง ระหว่างที่เดินออกมาเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนที่ลากกระเป๋าเหมือนกันกับเรา ยืนเอ๋อซักพักก็มีแท็กซี่ขับเข้ามา เราสามแม่ลูกตรงดิ่งไปที่สถานีรถไฟ Paris Monpanass กะว่าจะเอาตั๋วที่จองจากเมืองไทยไป validated ฝากกระเป๋า แล้วก็เดินเที่ยวอะไรแถวนั้น

ถนนตอนเช้า (เช้าตอน 10 โมงอ่ะนะ - -) มีรถไม่มาก ถึงไม่ใช่ตอนเช้าเราก็ไม่เห็นว่าที่นี่จะรถติดอะไรมากมายมโหฬารแบบพี่ไทย โดยส่วนตัวคิดว่าถนนหนทางที่นี่ขับไม่ยาก นี่เป็นอีกสิ่งที่เราประทับใจมากๆ คนที่นี่รู้ว่ากฏจราจารเค้ามีไว้ใช้ทำอะไร เป็นมารยาทการขับรถที่ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเจอในประเทศไทย อย่างนึงที่ชอบคือ ตราบใดที่ไฟจราจรยังเป็นสีแดง ต่อให้ถนนโล่งว่างแค่ไหนเค้าก็จะจอดรอจนกว่าจะเขียว ที่ทางม้าลายถ้ามีคนจะข้ามเค้าก็จะชะลอและจอดรอ ไม่ใช่แบบพี่ไทยที่ขนาดไฟแดงก็ยังโชว์เกรียนเทพ ทางม้าลายก็รู้สึกมีไว้ตกแต่งถนนเฉยๆมั้ง = =^^^

สถานีรถไฟ Paris Monpanass ใหญ่โตมาก เส้นทางรถไฟก็ครอบคลุมหมดไม่ใช่แค่ทั่วประเทศนี้ แต่ยังรวมถึงประเทศต่างๆในยุโรป จะไปอิตาลีก็ไปได้ ใช้เวลาไม่นานมาก ยิ่งถ้าขึ้น TGV (คนที่นี่ออกเสียง “เตเจเว” ) ยิ่งเร็วถึงใจ จากปารีสไปบอร์กโดใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง

หลังจากเอาสัมภาระไปฝาก (ห้องฝากของที่นี่จะมีเป็นตู้เซฟให้เลย จะใส่กระเป๋ากี่ชิ้นกี่ใบ นานเท่าไหร่ก็ได้จ่ายเท่ากันหมดคือ 9 ยูโร อืม จะสามชั่วโมงหรือสามวันก็ 9 ยูโรอ่ะแหละ) แล้วก็ออกเดิน (อีกแล้ว!) หาอาหารเที่ยงกิน เราเดินข้ามถนนไปที่ร้านใกล้ๆแถวนั้น เหมือนจะเป็นร้านสำหรับนัดพบนั่งคุยอะไรกันนั่นแหละ เดินเข้าไปก็เห็นพนักงานเสิร์ฟผู้ชายวัยกลางคนหน้าตาดุๆ แต่จริงๆแล้วน่ารักมาก คนฝรั่งเศสโดยเฉพาะพวกพนักงานขายของไรเงี้ยจะไม่เก่งอังกฤษเท่าไหร่ เวลาคุยด้วยเลยจะสนุกดี เราชอบนะ เราสั่งพาสต้า กาแฟร้อน และนมร้อน อากาศแบบนี้พอได้จิบอะไรอุ่นเนี่ยโคดจะแฮปปี้เลย แต่หลังจากที่รอพาสต้านานกว่าครึ่งชั่วโมงก็ชักงงว่าเค้าลืมออเดอร์เรารึเปล่า = = (ตอนแรกนึกว่าเป็นปกติที่ทำอาหารช้า) สุดท้ายคือเค้าลืม มื้อเที่ยงเลยมีแค่นมร้อนเท่านั้นนี่เอง T T

ออกจากร้านเราก็เดินไปตามถนน ลัดเลาะดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ปารีสตอนนี้ท้องฟ้าสดใส มีแดดจ้าชนิดที่ถ้าแค่เห็นในเมืองไทยก็ร้อนจนไม่อยากออกจากบ้าน ในขณะที่ที่นี่มีแดดก็จริง แต่อากาศอุ่นสบายมาก มีลมเย็นๆโชยมาตลอด จะเดินมากแค่ไหนก็ไม่รู้สึกอึดอัด

ซอยที่เราไปเดินมีพวกร้านอาหารเรียงกันเลยสองข้างทาง เราหยุดทัพที่ร้านขนมปังเล็กๆที่มีคนต่อแถวยาวอยู่พอสมควร คนที่นี่เค้าอดทนเรื่องอาหารดีนะ แถวยาวแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น เราเลยบ้าจี้ไปต่อด้วย เดินออกมาอีกทีก็ได้บัคแกตแท่งยาวๆ ครัวซอง และคีทอยู่ในมือ บัคแกตเป็นขนมปังแท่งยาวๆของฝรั่งเศส รสชาติจืดๆ แข็งๆ เหมาะสำหรับกินคู่กับอย่างอื่นมากกว่า (สำหรับเรา) ส่วนครัวซองเนี่ยขอบอกเลยว่าอร่อยมาก กรอบนอกนุ่มใน หวานหอม เราเดินกินไปดูร้านอาหารไปเรื่อยๆ มีร้านต่างประเทศเยอะเลย ส่วนใหญ่เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นกับจีน ซักพักนึงก็ไปเตะตากับร้านเล็กๆชื่อ KRUA THAI ตกแต่งด้วยตุ๊กตาไทย เสียดายตรงที่ยังไม่เปิด ถ้าเปิดแล้วอาจจะลองเข้าไปกินอะไรนิดหน่อย แค่เห็นชื่อร้านก็พาลให้อยากแกงส้ม กะน้ำพริกขึ้นมาจับใจ TOT

รถไฟออกตอน 2.40 PM เรากับกองทัพขึ้นไปนั่งรอก่อนเวลาประมาณ 10 นาที คนส่วนใหญ่ก็ขึ้นก่อนเวลานั่นแหละ ไม่ค่อยเอ้อระเหยลอยชายกัน พอถึงบ่ายสองสี่สิบเป๊ะรถไฟก็เคลื่อนออกทันที การผจญภัยในปารีสเลยต้องหยุดลงเพียงเท่านี้นะเออ

…เราแอบกระซิบกับปารีสว่า ซักวันแกกับชั้นต้องได้เจอกันอีกแน่!

------------------------------------------

ป.ล. ขออภัยถ้าอ่านแล้วมันงงๆ จขบ.ไม่ค่อยสันทัดเรื่องรีวิวอะไรซักเท่าไหร่ จริงๆกะจะลงภาพประกอบด้วย แต่เยอะเกินเลยขี้เกียจ รอดูให้มัลติพลายละกัน อิอิ

ตอนต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในเมืองบอร์กโดจ้า